Categories
ขนมเจ

วุ้นลูกแก้วผลไม้ สไตล์ญี่ปุ่น ที่หากคุณทานเจอยู่ก็สามารถทานได้

วันนี้เราจะขอมาพูดถึงหนึ่งในขนมเจที่หากใครอยากจะลองเริ่มทำขนมซักอย่าง ขนมชนิดนี้ทำง่ายมาก นั่นก็ คือ วุ้นลูกแก้วผลไม้ นั่นเอง สงสัยกันแล้วแน่เลย ว่าวุ้น เจไหม? คำตอบคือ เจ แน่นอน เพราะผงวุ้นทำมาจากสาหร่ายทะเล แต่ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหรือสูตรด้วย หากใส่นมสดจากวัวด้วยก็จะไม่เจแล้ว ในเมื่อวันนี้เรามาแนะนำเมนูขนมเจ เราจึงขอเสนอ วุ้นลูกแก้วผลไม้ซึ่งเป็นวุ้นลูกแก้วผลไม้สไตล์ญี่ปุ่น น่ารัก ๆ ดูทานง่าย แถมหน้าตาดีอีกด้วย ส่วนผสมในวุ้นลูกแก้วผลไม้นี้ก็ล้วนเป็นของเจทั้งสิ้น

ส่วนประกอบของวุ้นลูกแก้วผลไม้

  1. ผงวุ้น 1 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำเปล่า 2  3/4 ถ้วยตวง
  3. น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
  4. ผลไม้สดหั่นชิ้นเล็ก ๆ 1 ถ้วยตวง

กลิ่นผลไม้ ตามที่ต้องการ    2 – 3 หยด

วิธีทำ วุ้นลูกแก้วผลไม้

ขั้นตอนที่ 1 เติมน้ำเปล่าลงในหม้อ และเติมผงวุ้นลงไป จากนั้นคนให้ผงวุ้นกระจายทั่ว ๆ และพักไว้ประมาณ 10 นาที

ขั้นตอนที่ 2 นำหม้อวุ้นไปตั้งไฟกลาง คนไปเรื่อย ๆ จนเดือด เติมน้ำตาลทรายลงไป ลงไปเรื่อย ๆ จนเดือด

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อวุ้นเดือดแล้ว ให้ลดไฟลงมาเป็นไฟอ่อน ต้มต่ออีกประมาณ 10 นาที เมื่อน้ำวุ้นเริ่มใส ให้ทำการปิดไฟ และนำไปกรอง กรองเสร็จพักไว้รอเย็นอีกประมาณ 5- 7 นาที แต่งกลิ่นด้วยกลิ่นผลไม้ที่ต้องการ

ขั้นตอนที่ 4 เทลงพิมพ์ทรงกลมเพื่อให้ได้รูปทรงเป็นลูกแก้ว และเมื่อวุ้นเริ่มเซตตัวเล็กน้อย ให้ใส่ชิ้นผลไม้ลงไป และนำวุ้นที่เหลือเทลงในพิมพ์ ปิดพิมพ์และนำไปแช่เย็น เป็นเวลา 20-30 นาที ก็จะได้วุ้นลูกแก้วผลไม้ออกมาแล้ว

เมนูนี้ดูทำง่ายใช่ไหมเอ่ย วิธีทำที่เราคัดมาให้เป็นวิธีทำวุ้นผลไม้แบบง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถนำไปทำตามได้นะ แล้วก็หากใครอยากเพิ่มระดับความยากให้กับวุ้นลูกแก้วผลไม้ขึ้นไปอีกอาจจะทำเป็นแบบสองชั้น ชั้นหนึ่งเป็นวุ้นเต้าหู้นมถั่วเหลือง อีกชั้นเป็นวุ้นใส ก็ทำได้เช่นเดียวกัน อร่อยไปอีกแบบด้วย

Categories
ขนมคลีน

มาทำเมนูขนมคลีนรับมื้อเช้าไปกับแพนเค้ก

แพนเค้กคลีน

เมนู แพนเค้ก นั้นเป็นขนมกึ่งอาหารที่หลายคนคุ้นเคยกันดี แถมยังสามารถปรับเมนูให้เป็นได้ทั้งคาวและหวาน แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึง แพนเค้ก ในแง่มุมของการเป็นขนมคลีนกัน มาลองดูกันว่าจะเป็นแพนเค้กไข่ขาวคลีนหรือแพนเค้กกล้วยน้ำว้า พร้อมแล้วมาเก็บสูตรกันเลยดีกว่า

วัตถุดิบในการทำขนมคลีนแพนเค้ก

แป้งโฮลวีท 1 ถ้วย

ข้าวโอ๊ต ½ ถ้วย

เกลือป่น ¼ ถ้วย

ผงฟู 2 ช้อนชา

ผงอบเชย 1 ช้อนชา

ไข่ไก่ 1 ฟอง

นมสด 1 ถ้วย

น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ

กรีกโยเกิร์ต ¼ ถ้วย

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

ช็อกโกแลตชิพ ½ ถ้วย

ผลไม้    (สำหรับตกแต่ง)

วิธีทำขนมคลีนแพนเค้ก

1. เริ่มจากการผสมแป้งโฮลวีทให้เข้ากับข้าวโอ๊ต เกลือ ผงฟู อบเชย เมื่อเข้ากันดีแล้วให้พักไว้ก่อน

2. เริ่มตีไข่กับนมให้เข้ากัน จากนั้นตามด้วยน้ำตาลทราย กรีกโยเกิร์ต ตีให้เข้ากันจนเนียน แล้วใส่กลิ่นวานิลลาลงไป เมื่อครบทุกส่วนผสมแล้วให้ตีจนเข้ากัน

3. ใส่ช็อคโกแลตชิพลงไปและคนให้ทุกส่วนผสมเข้ากัน

4. เข้าสู่ขั้นตอนของการเริ่มทอดแพนเค้กด้วยการตักแป้งประมาณ ¼ ถ้วยลงไปในในกระทะ รอประมาณ 1 นาทีแล้วพลิกด้าน เมื่อสุกทั้งสองด้านสามารถเสิร์ฟได้เลย

เมนูนี้สามารถเพิ่มกล้วยน้ำว้าเข้าไปจนเป็นแพนเค้กกล้วยน้ำว้าได้ แต่ถ้าอยากให้เป็นแพนเค้กไข่ขาวคลีนแล้วล่ะก็อาจจะทำให้ความฟูและนิ่มน้อยลงอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามขนมคลีนแพนเค้กนี่ก็เป็นที่น่าทำตามเพื่ออิ่มท้อง อร่อย และได้ประโยชน์กันเหมือนเดิม

Categories
ขนมไทย

มาเรียนรู้วิธีทำ ลูกชุบขนมไทยยอดฮิตไปพร้อมกัน

เชื่อเลยว่า ขนมลูกชุบ น่าจะเป็นขนมไทยที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่น้อยคนจะที่จะรู้ว่าขนมชนิดนี้มีวิธีทำอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะแนวทางวิธีทำลูกชุบ แบบใช้พิมพ์เพื่อปั้นลูกชุบไม่ให้แตกกัน บอกเลยว่าการทำขนมชนิดนี้คุณสามารถที่จะทำกันเป็นกิจกรรมครอบครัวสานสัมพันธ์ และเกิดความสนุกสนานได้อีกด้วย พร้อมแล้วมาเริ่มทำไปด้วยกันเลยดีกว่า

วัตถุดิบในการทำลูกชุบขนมไทย

ถั่วเขียวเลาะเปลือกพร้อมนึ่ง  500 กรัม

น้ำตาลทราย 300 กรัม

หัวกะทิ 1 ถ้วย

สีผสมอาหาร  จำนวนตามใจชอบ

ผงวุ้น

วิธีทำลูกชุบ

1. นำถั่วเขียวหนึ่งที่เตรียมไว้มาปั่นรวมกับน้ำตาลและกะทิจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

2. นำส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้วมาเทลงในกระทะจากนั้นทำการเคี่ยวจนถั่วปั้นเป็นลูกได้

3. เตรียมถ้วยมาให้เท่ากับจำนวนของสีผสมอาหารที่คุณต้องการ พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์การระบายสีเอาไว้ให้เรียบร้อย

4. จากนั้นเตรียมเริ่มทำการตกแต่งด้วยการหาไม้ปลายแหลมมาเสียบที่ก้อนถั่ว โดยการปั้นก้อนถั่วเป็นรูปต่าง ๆ ที่ต้องการ และทำการเสียบพักไว้

5. เมื่อปั้นเรียบร้อยตามที่ต้องการคุณสามารถเริ่มตกแต่งแล้วนำไปตากให้สีแห้งกันได้เลย 6. ทำการละลายผงวุ้นแล้วนำขนมที่สีแห้งมาชุบ เพื่อให้เกิดความเงาขึ้น และถ้าคุณต้องการความหนาสามารถชุบซ้ำสองรอบได้

ลูกชุบ ถือเป็นขนมไทยที่ได้รับความนิยมและมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ยิ่งถ้าคุณนั้นทำด้วยวิธีทำ ลูกชุบ แบบใช้พิมพ์ และยังเรียนรู้การปั้นลูกชุบไม่ให้แตกอย่างชำนาญแล้วรับรองว่าคุณจะสนุกและอาจทำเมนูนี้ขายเป็นอาชีพเสริมกันได้เลยทีเดียว

Categories
ขนมหวาน

ขนมครองแครงกะทิสด ขนมไทยหน้าตาชวนรับทาน รสชาติหวานกำลังพอดี

มาทำความรู้จักขนมไทยโบราณที่หลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนตัวหนอนปล้อง ๆ สีสันสวยงามที่ลอยอยู่ในน้ำกะทิโรยหน้าด้วยงาขาวสุดหอม อย่างครองแครงกะทิสด เมนูที่ประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญอย่างตัวครองแครง ที่ทำจากแป้งมันเมื่อต้มแล้วจะให้ความหนึบหนับ มีสีสันออกมาตามสีที่แต่งลงไป อย่างสูตรที่เป็นครองแครงอัญชันน้ำกะทิ เพราะนำอัญชันมาแต่งสีเป็นสีฟ้าเข้มและอ่อน ส่วนต่อไปขึ้นน้ำกะทิที่หวานมันเค็ม และปิดท้ายด้วยงาขาวคั่วเพิ่มความหอมชวนให้น่าทานขึ้นไปอีก

ส่วนประกอบ

  1. ดอกอัญชันสด 50 กรัม
  2. น้ำเปล่า 600 มิลลิลิตร
  3. แป้งมัน 1500 กรัม
  4. หัวกะทิ 1000 กรัม
  5. ใบเตย 20 ใบ
  6. น้ำมะพร้าวน้ำหอมและเนื้อมะพร้าว 1 ผล *น้ำจะต้องหวานพอดีไม่มีเปรี้ยวปน
  7. น้ำตาล 300 กรัม
  8. เกลือ    1 ช้อนชา
  9. งาขาวคั่ว 100 กรัม *ควรคั่วสดใหม่ก่อนนำมาใช้โรยหน้า

วิธีทำ

ขั้นตอนที่ 1 ต้มน้ำอัญชันเพื่อแต่งสีครองแครง โดยตั้งน้ำให้เดือด จากนั้นใส่อัญชันที่ล้างสะอาดแล้วลงไป รอจนน้ำเดือดและสีอัญชันออกมา แล้วจึงปิดไฟนำลงมาจากเตา แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่สีเข้มเป็นน้ำอัญชันทั้งหมด และสีอ่อน เป็นน้ำอัญชันผสมน้ำเพิ่มเพื่อเจือให้สีจางลง

ขั้นตอนที่ 2 ร่อนแป้งมันลงในกะละมังผสมอย่าลืมแบ่งเป็นสามส่วนสำหรับสามสี ส่วนแรกก็ใส่น้ำอัญชันสีเข้มลงไปนวดกับแป้งให้เนื้อเนียนเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน และหาอะไรปิดไว้ไม่ให้แป้งเจอกับอากาศโดยตรงเพราะจะทำให้แป้งแข็งได้ สำหรับส่วนที่สองและสาม ให้ใส่น้ำอัญชันที่เจือกับน้ำเพื่อทำสีฟ้าอ่อน และน้ำต้มสุกอย่างเดียวเพื่อทำสีขาวใส ตามลำดับ

ขั้นตอนที่ 3 นำพิมพ์ครองแครงมาจากนั้นโรยแป้งบาง ๆ ลงบนพิมพ์แล้วจึงวางแป้งที่นวดไว้แต่ละสีปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ รี ๆ มากดลงบนพิมพ์ ระหว่างที่ทำตัวครองแครงให้ตั้งน้ำ เพื่อต้มรอไว้

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อน้ำเดือด จึงใส่ตัวครองแครงที่ร่อนแป้งที่เกาะอยู่ออกแล้ว ลงไปต้ม รอให้ลอยขึ้นมา และตักลงในน้ำเย็นทันที แป้งจะคงความนุ่มหนึบสีสวย

ขั้นตอนที่ 5 เตรียมหัวกะทิจะมะพร้าวขูดคั้นสด ระหว่างอย่าให้มีเศษกะลามาปน สีของน้ำกะทิจะดูไม่ขาวสวย และนำหัวกะทินั้นไปตั้งไฟอ่อน และเด็ดใบเตยใส่ลงไป จากนั้นตามด้วยน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าว ปิดจบด้วยการเติมน้ำตาลและเกลืออีกเล็กน้อย พอให้มีรสชาติความเค็ม เคี้ยวต่อไป โดยระวังไม่ให้กะทิแตกมัน

ขั้นตอนที่ 6 ช้อนใบเตยขึ้นมา และใส่ตัวครองแครงลงไปคนในกะทิ คนต่ออีก 2-3 นาที แล้วจึงนำมาตักใส่ถ้วย ก่อนเสิร์ฟโรยงาขาวที่คั่วสดใหม่ เพื่อความหอมมันให้กับเมนูนี้

หากใครอยากลองนำเมนูครองแครงกะทิสดไปทำตามและอยากเปลี่ยนแปลงสีสันไม่ชอบสีน้ำเงินก็อาจหาสีธรรมชาติอย่างใบเตยที่ให้สีเขียว หรือแครอทม่วงที่ให้สีม่วง มาแต่งสีแทนอัญชันได้ และหากสูตรนี้หวานเกินไปก็ปรับสูตรตามที่คุณต้องการได้เช่นเดียวกัน

Categories
ขนมเจ

เบื่อแล้วขนมปังเจสำเร็จรูป มาลองอบ ขนมปังโฮลวีตมันม่วง สูตรเจไว้ทานเองกันดีกว่า

ช่วงทานเจ หลายคนก็จะซื้อเมนูจากในร้านสะดวกซื้อ ใส่ไมโครเวฟ พร้อมทานใช้เวลาไม่นานได้ทานทันที หรือบางคนก็อาจจะเดินไปที่ชวนขนมปังที่เดี๋ยวนี้มีขนมปังสูตรเจออกมาวางขายมากขึ้น ส่วนผสมที่สำคัญของการทำขนมปังที่แบ่งระหว่างขนมปังเจกับขนมปังธรรมดา คือ ไข่ไก่ หรือเนยที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์

ดังนั้นหากคุณอยากจะลองเปลี่ยนจากซื้อทานแบบสำเร็จรูปมาลองทำเองจะต้องหาสูตรขนมปังที่ไม่มีส่วนผสมที่กล่าวมา วันนี้เราจึงขอนำเสนอเมนู ขนมปังโฮลวีตมันม่วง เบเกอรี่เจ เนื้อฟูนุ่มหนึบสีม่วงสวยงาม น่าทาน ที่ต้องใช้สกิลและความพยายามในการทำซักนิด ไว้ทานแก้เบื่อกับขนมปังที่ซื้อทานเอง มาลองดูสูตรขนมปังเจสูตรนี้กันเลย

ส่วนประกอบของ ขนมปังเจ

  1. แป้งโฮลวีทแบบละเอียด 350 กรัม
  2. มันม่วงนึ่งบด 150 กรัม
  3. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำเต้าหู้ 220 กรัม
  5. ยีสต์ 1 + 1/4 ช้อนชา
  6. เกลือ 1/2 ช้อนชา
  7. น้ำมันพืช 50 กรัม
  8. น้ำเต้าหู้  สำหรับทาลงบนแป้งก่อนอบ
  9. มาการีน  สำหรับทาบนขนมปังหลังอบ

วิธีทำขนมปังเจ

ขั้นตอนที่ 1 นำมันม่วงที่นึ่งสุกแล้วมาปั่นกับน้ำเต้าหู้ให้เหมือนได้มันบดแล้วใส่ลงในชามผสม

ขั้นตอนที่ 2 ใส่น้ำมันพืช (เสมือนแทนเนยละลายในสูตรขนมปังปกติ) ตามด้วยเกลือ น้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน แล้วจึงใส่ยีสต์ และแป้งโฮลวีตตามลงไป ค่อยๆ นวดผสมด้วยมือไปประมาณ 10-15 นาทีจนได้แป้งโดที่เนียนและไม่ติดมือ เมื่อเสร็จแล้วทาน้ำมันที่ขามผสมและพักแป้งไว้ให้แป้งฟูขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัว

ขั้นตอนที่ 3 เริ่มเปิดเตาอบไว้ที่ 170 องศาเซลเซียส และนำแป้งมานวดต่อเพื่อไล่ลมในแป้งให้หมด รีดเป็นแผ่นและม้วนเป็นก้อน และนำไปใส่ในพิมพ์ พักแป้งไว้ รอให้ฟูขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัวเหมือนกันจากนั้น ทาน้ำเต้าหู้ลงบนแป้งก่อนนำไปอบ

ขั้นตอนที่ 4 นำไปอบในเตาอบที่ 170 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที จากนั้นทาด้วยมาการีน รอจนขนมปังเย็นลง จึงรับประทานได้

หลังจากที่ทุกคนอ่านสูตรที่เรานำมาฝากกันแล้ว อย่าเพิ่งตกใจกับคำว่ามาการีนในสูตรนะ เพราะมาการีนนั้นทำมาจากน้ำมันพืช อาจเรียกเนยเทียม หรือเนยสูตรเจก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอ่านส่วนผสมในมาการีนให้ดีก่อนซื้อด้วย หวังว่าเมนูขนมปังเจสูตรนี้จะพาให้ทุกคนฟินไปทานอาหารเจ และมีเมนูอาหารว่างเจไว้ทานแก้หิวนะ

Categories
เค้ก

ชวนมาทำเค้กส้ม สูตรหน้านิ่ม ให้หายคิดถึงเค้กคาเฟ่ที่เราเคยได้นั่งทาน

ช่วงนี้ต้องอยู่แต่บ้าน ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตเที่ยวคาเฟ่ จิบชากาแฟ ทานขนมหวาน ถ่ายรูปเก๋ เลย คอขนมหวานเป็นอันน้ำตาคลอหน่อย ๆ กันเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามก็ไม่สามารถขัดขวางการทานเค้กของเราได้ เมื่อออกไปทานที่ร้านไม่ได้ ก็ทำเองซะเลย วันนี้หากใครที่กำลังคิดถึงเค้กคาเฟ่หลากหลายรสชาติ เราจึงขอนำเมนู เค้กส้มหน้านิ่ม มาฝากทุกคน หวังให้เค้กส้ม สูตรนี้พอจะมาทดแทนความคิดถึงเค้กส้มอร่อย ๆ ตามคาเฟ่ได้

ส่วนประกอบของเค้กส้ม

ส่วนของแป้งเค้ก

1. แป้งเค้กอเนกประสงค์ 35 กรัม

2. ผงฟู 1/4 ช้อนชา

3. น้ำตาลทราย 25 กรัม

4. นมสด 20 กรัม

5. ไข่ไก่เบอร์ 0  1 ฟอง

6. SP 1/4 ช้อนชา

7. เนยสดละลาย 25 กรัม

8. กลิ่นส้ม 1 ช้อนชา

ส่วนของซอสส้ม

1. น้ำสะอาด 150 กรัม

2. น้ำส้มซันควิกฝาเขียว 40 กรัม

3. น้ำตาลทราย 30 กรัม

4. แป้งกวนไส้ 8 กรัม

5. เนยสดรสเค็มหั่นเต๋า 10 กรัม

6. สีผสมอาหาร สีส้ม ขึ้นอยู่กับความต้องการ

7. ผลไม้ตกแต่ง เช่น ส้ม กีวี่ เป็นต้น

วิธีทำของเค้กส้ม

ขั้นตอนที่ 1 ผสมผงฟูกับแป้งเค้กรวมกัน และร่อนด้วยตะแกรง จำนวน 2 ครั้ง และพักไว้ก่อน

ขั้นตอนที่ 2 นำถ้วยใส่นมสด ใส่กลิ่นส้ม คนผสมให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 3 ตอกไข่ไก่ลงในชามผสม ตามด้วย SP และใช้ตะกร้อมือตีจนไข่ฟูประมาณเท่าที่ควร จากนั้นค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทราย ตีต่อไปจนสีอ่อนลง และดูเงาขึ้น ตรวจสอบว่าของที่ผสมใช้ได้หรือยัง โดยใช้พายยางกรีดลงไป หากคงตัวอยู่ได้ ไม่มีส่วนที่เหลวเป็นน้ำ ถือว่าใช้ได้แล้ว

ขั้นตอนที่ 4 เติมนมที่ผสมกับกลิ่น ลงในชามผสมที่มีไข่อยู่ ตีด้วยความเร็วต่ำ ๆ เมื่อเข้ากันดีให้ใส่แป้งที่ร่อนแล้วตามลงไป และผสมต่อจนทุกอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน สุดท้ายจึงค่อย ๆ เทเนยละลายอุ่น ๆ ลงไป และจึงเทลงพิมพ์/ถ้วยฟอยล์

ขั้นตอนที่ 5 อบด้วยเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ไฟบนล่าง เป็นเวลา 7- 10 นาที เมื่ออบเสร็จพักไว้ให้เย็นตัวลง

ขั้นตอนที่ 6 เตรียมซอสส้มสำหรับราดบนหน้าเค้ก โดยเติมน้ำสะอาด น้ำส้ม น้ำตาลทราย แป้งกวนไส้ และสีส้ม ลงไปในหม้อต้ม และตั้งไฟอ่อน  ค่อย ๆ เคี่ยวไป จนมันหนืดขึ้น พยายามอย่าคนผสมแรงเกินไปเดี๋ยวมีฟอง เมื่อเริ่มเห็นว่าเดือดเล็กน้อยให้ยกลงจากเตา เติมเนยอุ่น ๆ ลงไป และคนให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 7 เทซอสส้มลงบนหน้าเค้ก และตกแต่งด้วยผลไม้ เช่น เนื้อส้ม กีวี่ เป็นต้น เป็นอันเสร็จ

สุดท้ายนี้นอกจากเค้กส้มสูตรนี้จะทำให้ทุกคนฟินไปกับขนมหวานอร่อย ๆ และหายคิดถึงคาเฟ่แล้ว ก็มีอีกไอเดียที่อยากบอกต่อ นั่นก็คือ เค้กส้มวันเกิด ใช่แล้ว ใครกำลังอยากทำเค้กวันเกิดให้คนในครอบครัว ลองนำไปทำเซอร์ไพร์สคนที่คุณรักด้วยเค้กรสชาตินุ่ม ๆ หอมกลิ่นส้มกันดูได้เลย

Categories
เค้ก

ทอฟฟี่เค้ก เค้กหรือลูกอม แต่ยังไงก็อร่อยถูกใจแน่นอน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ทอฟฟี่เค้ก ผ่านหูมากันบ้าง หรือบางคนอาจจะเคยเห็นหน้าตาของ ทอฟฟี่เค้ก แต่ไม่รู้ว่ามันมีชื่อเรียกว่าอะไร เราก็เคยเป็นหนึ่งในนั้นแถมเรายังเคยคิดว่าชื่อมันเหมือนลูกอมอีกต่างหาก จริง ๆ แล้วทอฟฟี่เค้ก ก็คือเค้กที่มีเนื้อสัมผัสออกแนวชิฟฟ่อนรสช็อกโกแลต หน้าของเค้กราดด้วยถั่วและคาราเมล เพิ่มความหอมหวานมันให้กับเมนูเค้ก

ซึ่งหลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือของทอฟฟี่เค้ก สวนดุสิต ที่เป็นที่นิมยมซื้อทานและซื้อฝากเพื่อน ๆ วันนี้เราจึงขอนำ สูตรทอฟฟี่เค้ก หนึ่งสูตรมาฝากทุกคน ไว้ลองทำตามกันที่บ้าน เผื่อไว้ทานสลับกับการต้องสั่งซื้อมาทาน

ส่วนประกอบของทอฟฟี่เค้ก

ส่วนของเนื้อเค้ก

  1. แป้งเค้กอเนกประสงค์ 100 กรัม
  2. เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
  3. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  4. ผงกาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ
  5. ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย 50 กรัม
  7. เกลือ 1/4 ช้อนชา
  8. นมสด 60 กรัม
  9. ไข่ไก่ 3 ฟอง แยกส่วนไข่ขาว และไข่แดงออกจากกัน
  10. น้ำมันพืช 70 กรัม
  11. น้ำตาล 90 กรัม สำหรับตีเมอแรงค์
  12. ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา

ส่วนของหน้าเค้ก

  1. เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 200-300 กรัม
  2. นมข้นจืด 120 กรัม
  3. เนยสดเค็ม 160 กรัม
  4. ผงกาแฟ 2 ช้อนชา
  5. น้ำตาลทราย 140 กรัม
  6. น้ำเชื่อมข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  7. แป้งเค้ก 2 ช้อนโต๊ะ
  8. กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา

วิธีทำของทอฟฟี่เค้ก

ขั้นตอนที่ 1 ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู ผงโกโก้ ผงกาแฟ และแป้งเค้กลงในชามผสม และเติมน้ำตาลทรายตามลงไป คลุกให้ส่วนผสมเข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 นำไข่แดงที่แยกไว้มาตีในชามผสมอีกใบหนึ่ง จากนั้นจึงใส่นมสด ตีให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำมันพืช และตีให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 3 นำส่วนผสมในขั้นตอนที่ 1 และ 2 ผสมกัน และเตรียมใส่ลงในเครื่องตีผสม

ขั้นตอนที่ 4 เตรียมเมอแรงค์ ด้วยการตีไข่ขาวให้เป็นฟอง และเติมครีมออฟทาร์ทาร์ที่จะทำให้ขึ้นฟอง และตีไปเรื่อย ๆ จนเมอแรงค์ตั้งเป็นยอดอ่อน

ขั้นตอนที่ 5 นำเมอแรงค์ที่ได้แบ่งใส่ลงในโถผสม โดยค่อย ๆ แบ่งใส่ ให้ตัวเนื้อเค้กมีความฟูนุ่ม เมื่อส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดีจึงเทใส่พิมพ์ อบที่ 170 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15-20 นาที

ขั้นตอนที่ 6 ระหว่างรออบแป้งเค้ก จะเตรียมส่วนหน้าเค้ก โดยการนำนมข้นจืด เนยสดใส่ลงไปในหม้อตั้งไฟอ่อน ๆ คนจนเนยละลาย แล้วจึงเติมผงกาแฟ รอละลาย และจึงเติมน้ำตาลทราย คนจนละลายอีกเช่นกัน

ขั้นตอนที่ 7 เพื่อเพิ่มความหนืดใส่น้ำเชื่อมข้าวโพดลงไป คนจนละลาย และตามด้วยแป้งเค้ก คนให้ละลายอีกเช่นเดิม

ขั้นตอนที่ 8 เมื่อความข้นหนืดได้ที่ให้ปิดไฟยกลงจากเตา เติมกลิ่นวนิลา และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ลงไป

ขั้นตอนที่ 9 ตักราดลงไปบนเค้กที่อบเสร็จ จากนั้นนำไปอบต่อที่ 200 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10-12 นาที โดยจะต้องหาถาดรองน้ำ รองพิมพ์เค้กก่อนนำเข้าอบด้วย

ขอฝากเมนู ทอฟฟี่เค้ก นี้ไว้สำหรับใครที่อยากจะลองทำเค้กทานเอง เมนูนี้อาจจะต้องใช้สกิลการทำขนมมาระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากมือใหม่อยากลองทำก็ทำได้น้า

Categories
ขนมหวาน

ทับทิมกรอบ ขนมหวานที่อร่อย จนต้องบอกต่อ

ทับทิมกรอบ ขนมหวานขึ้นชื่อของประเทศไทยที่มีสูตรการทำตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่เด็กสมัยนี้กลับไม่รู้จัก! เพราะในปัจจุบันมีความจากต่างประเทศที่เข้ามาดัดแปลงขายอยู่ในไทยมากมาย ทำให้ขนมไทยที่เคยเป็นที่นิยมนั้นเริ่มหายไปตามกาลเวลา แต่ในเมื่อเราเป็นคนไทยเราก็ควรที่จะรักษามันเอาไว้ เพราะฉะนั้นเรามาเรียนรู้การทำทับทิมกรอบกันดีกว่าค่ะ

 ซึ่งวิธีการทำ ทับทิมกรอบ นั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายสูตรหลายวิธิ เช่น ทับทิมกรอบสูตรโบราณ ทับทิมกรอบสูตรชาววัง ทับทิมกรอบอัญชัน และที่พวกเราน่าจะรู้จักกันดีที่สุดคือทับทิมกรอบมะพร้าวกะทิ ซึ่งถ้าจะพูดถึงเรื่องรสชาติของทับทิมกรอบนั้นเราก็คงรู้อยู่แล้วว่ามันทั้งหวานหอมแถมยังหนึบนอกกรอบในอีกต่างหาก  ว่าแต่ว่าทับทิมกรอบที่เราชื่นชอบกันอร่อยขนาดนี้แล้ววิธีการทำเป็นยังไง เรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

ทับทิมกรอบที่เราจะมาทำกันในวันนี้นั่นก็คือ “ทับทิมกรอบสูตรโบราณ” นั่นเองค่ะ โดยมีวิธีการทำดังนี้

วัตถุดิบ

ทำแป้งทับทิมกรอบ

  1. แป้งมัน 2 ถ้วยตวง
  2. แป้งท้าว ½ ถ้วยตวง
  3. น้ำเปล่า 1 ½ ถ้วยตวง
  4. สารส้ม

น้ำเชื่อม

  1. น้ำลอยดอกมะลิ (ถ้าไม่มีสามารถใช้น้ำเปล่าได้) 2 ถ้วยตวง
  2. น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
  3. ใบเตยมัดปม 3 ใบ
  4. เกลือ ประมาณ 1 หยิบ (ไม่ควรใส่มากเกินไป)
  5. ขนุนสุก

กะทิอบควันเทียน (ในวิธีนี้หากมีกะทิอบควันเทียนอยู่แล้วก็สามารถใช้ได้เลย)

  1. กะทิ (ใส่ตามใจชอบ)
  2. ใบเตยมัดปม
  3. เกลือเล็กน้อย
  4. เทียนสำหรับอบขนม

วิธีทำ

วิธีทำแป้งทับทิมกรอบสูตรโบราณ

  1. เริ่มด้วยการนำแป้งมันและแป้งท้าวผสมกันแล้วค่อย ๆ เทน้ำเปล่าใส่จนหมด ค่อย ๆ เทนะคะอย่าเททีเดียวหมดเพราะระหว่างที่เทเนี่ยมือเราก็ควรที่จะนวดแป้งไปด้วย
  2. เมื่อเทน้ำเปล่าจนหมดแล้วคราวนี้เราก็จะมาใช้เจ้าสารส้มที่เราได้เตรียมไว้นั้นแกว่งลงไปเพื่อที่จะให้แป้งนั้นนอนก้น แกว่งสารส้มลงไปประมาณ 1 นาที และพักแป้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็จะสังเกตได้ว่าจะมีน้ำใส ๆ ลอยอยู่บนผิวแป้ง ให้เราทำการรินน้ำใส ๆ นั้นทิ้งค่ะ
  3. หลังจากนั้นนำแป้งที่ได้เทใส่กล่อง ซึ่งวิธีการเทนั้นก็ต้องนำกระดาษทิชชู่หนา ๆ แล้วผ้าขาวบางมาวางไว้ที่กล่องแล้วจึงเทแป้งที่ได้แล้วลงไปที่ผ้าวขาวบางที่เราได้เตรียมไว้ในกล่องแล้วเพื่อที่เวลาเรานำแป้งออกจะได้ง่ายนั่นเอง
  4. เมื่อเราเทแป้งทับทิมกรอบลงในกล่องเรียบร้อยแล้วเราก็นำสีแดงที่ใช้สำหรับผสมอาหารเจือจางกับน้ำเล็กน้อย หลังจากนั้นนำสีทาลงไปในตอนที่แป้งเปียกได้เลยค่ะ และที่สำคัญคือเราต้องคอยสังเกตหน้าแป้งด้วย ถ้าหน้าแป้งแห้งไม่มากให้โรยแป้งนวลหนา ๆ ไปที่ผิวหน้าแป้งได้เลยค่ะแล้วพักทิ้งไว้ 20 นาที เพื่อที่แป้งนวลจะได้ดูดซับความชื้นออกจากตัวแป้ง
  5.  เมื่อแป้งเซตตัวได้ที่แล้วนำแป้งมาตัด ตัวยาวจะตัดเป็นเส้นเล็ก ๆ ขนาดเท่าไม้ขีดไฟ ตัวสั้นจะตัดเล็ก ๆ เหมือนเม็ดทับทิม โรยแป้งนวลบาง ๆ กันตัวแป้งติดกัน ซึ่งเคล็ดลับ เวลาตัดแป้งก็ควรที่จะทำเบาๆ เพราะแป้งแตกหักง่ายมากโดยเฉพาะตัวยาว ต้องทะนุถนอมให้มาก ๆ และปัญหาที่พบบ่อย ๆ ก็คือแป้งแห้งเกินไปจะตัดตัวยาวไม่ได้เลยเพราะแตกหักหมด

วิธีทำน้ำเชื่อม

วิธีทำน้ำเชื่อมสำหรับทับทิมกรอบสูตรโบราณที่ก็ง่ายมาก ๆ เลยล่ะค่ะ เพียงแค่เติมน้ำลอยดอกมะลิ น้ำตาลทราย ตั้งไฟอ่อนไม่ต้องคนนะคะ พอร้อนก็ใส่ใบเตย เกลือ พอน้ำตาลละลายหมดให้ต้มต่ออีกประมาณ 10 นาที จากนั้นแบ่งน้ำเชื่อมบางส่วนที่ยังร้อนตักแช่กับขนุนพักไว้ เพียงเท่านี้เราก็จะได้น้ำเชื่อมที่ไว้ทานกับทับทิมกรอบกันแล้วค่ะ

วิธีทำกะทิอบควันเทียน

วิธีนี้ในปัจจุบันเราก็จะเห็นบริษัทน้ำกะทิหลายบริษัทผลิตออกมาเป็นน้ำกะทิอบควันเทียนกันใช่ไหมคะ แต่วันนี้เราจะพาทกคนมารู้ว่ากะทิอบควันเทียนแบบโบราณเนี่ยเขาทำกันยังไง โดยเราจะนำกะทิตั้งไฟอ่อน พอร้อนก็ใส่ใบเตยลงไป ใส่เกลือลงไปให้ออกเค็มนิดหน่อยพอร้อนห้ามเดือดจะได้ไม่แตกมันนำอบควันเทียนอีก 1ชม. ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะคะ

เมื่อทำครบเสร็จตามนี้แล้วเราก็จะได้ทับทิมกรอบสูตรโบราณมาทานกันแล้ว ทั้งหนึบ กรอบ แถมยังหวานหอมขนาดนี้ ถ้าไม่ทำทานตอนนี้แล้วจะไปทำทานตอนไหนกันล่ะคะ แถมวิธีทำก็ไม่ได้ยากเลย ยิ่งถ้าได้ทำร่วมกันกับคนในครอบครัวในวันว่าง ๆ แล้ล่ะก็จากทับทิมกรอบที่หวานธรรมดา ๆ จะต้องกลายเป็นทับทิมกรอบที่หวานมาก ๆ เลยล่ะค่ะ แต่ก็อย่าทานเยอะเกินไปนะคะเป็นห่วงกลัวว่าน้องเบาหวานจะถามหากันซะก่อน

Categories
ขนมหวาน

กล้วยบวชชี ขนมหวานสูตรทำง่าย

กล้วยบวชชี เป็นขนมหวานโบราณพื้นบ้านคู่กับคนไทยมานาน อีกทั้งกล้วยก็เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย หรือเรียกว่ามีให้ใช้ได้ตลอดทั้งปี อยู่ที่ว่าต้องการจะใช้กล้วยชนิดไหนมาทำ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่  ในส่วนวิธีการทำก็มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก บวกกับเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้ขนมหวานนั้นมีรสชาติดั้งเดิมและยังเป็นขนมที่ได้ประโยชน์สารอาหารจากกล้วยอีกด้วย

วัตถุดิบในการทำกล้วยบวชชี

  1. กล้วยน้ำว้าห่าม 1 หวี
  2. หัวกะทิ  2 ถ้วยตวง ( สามารถใช้กะทิกล่องได้ )
  3. เกลือป่น  1 ช้อนชา
  4. น้ำตาล  200 กรัม
  5. น้ำเปล่า  1 ถ้วย
  6. ใบเตยมัดปม

วิธีทำกล้วยบวชชี

  1. วิธีทำกล้วยบวชชีไม่ให้ฝาด และไม่เละ คือการเลือกกล้วยควรจะเลือก กล้วยน้ำว้าที่หวีห่าม ๆ ที่มีสีเหลืองเจือเขียวเล็กน้อย ให้ทำการปอกเปลือก ผ่าเป็น 4 ชิ้น นำไปต้มในน้ำเดือด ใส่เกลือเล็กน้อย ประมาณ 7 นาที เพื่อให้ยางกล้วยออกก็จะทำให้กล้วยไม่ฝาดได้อีกด้วย
  2. สำหรับหลายคนที่อาจจะกลัวว่ากล้วยจะมีรสเปรี้ยว ก็มีวิธีทำกล้วยบวชชีไม่ให้เปรี้ยวได้โดยการนำกล้วยทั้งเปลือกมาต้มกับน้ำเดือด ใส่เกลือเล็กน้อยใช้เวลาประมาณ 7 นาที จากนั้นนำมาพักไว้ให้เย็น ก่อนปอกเปลือกแล้วผ่าเป็น 4 ชิ้น เท่านี้กล้วยบวชีก็จะไม่มีรสเปรี้ยวแล้ว
  3. นำกะทิใส่หม้อ ใส่น้ำตาล เกลือป่น คนให้น้ำตาลละลายโดยที่ยังไม่ตั้งไฟเพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน หากไม่สามารถซื้อกะทิสดได้ ก็ปรับเปลี่ยนเป็นวิธีทำกล้วยบวชชี กะทิกล่อง ได้เช่นกันรสชาติก็จะมียังคงหอมมันไม่แพ้กัน
  4. เมื่อกะทิน้ำตาลละลายดีแล้ว ให้นำขึ้นตั้งไฟ ใส่กล้วยต้มลงไป ต้มต่อประมาณ 10 นาที เพื่อให้กะทิซึมเข้าในเนื้อกล้วย จากนั้นตักเสิร์ฟ

วิธีทำกล้วยบวชชีแบบง่าย ๆ กล้วยสุกกำลังพอดี แต่สำหรับคนที่ชอบกินขนมหวานกล้วยบวชชีนิ่ม ๆ ก็สามารถที่จะต้มต่อได้อีกประมาณ 5-10 นาทีเพื่อให้กล้วยนิ่มขึ้น และยิ่งให้กะทิซึมเข้าเนื้อมากขึ้น ก็จะหวานมันทั้งกะทิและเนื้อกล้วยพร้อมตักเสิร์ฟได้เลย

ผู้สนับสนุน

https://is-sw.net/

Categories
ขนมหวาน

ปลากริมไข่เต่า ขนมแชงมาขนมหวานโบราณ

ปลากริมไข่เต่า ที่มา แต่เดิมเป็นขนมหวานเรียกว่าขนมแชงมา เป็นขนมโบราณมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการกินผสมกัน 2 ชนิดคือ ขนมปลากริม และขนมไข่เต่า ภายในถ้วยเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้จะหาปลากริมไข่เต่า ที่ไหนอร่อย ๆ แบบโบราณดั้งเดิมก็คงจะหายากมาก ๆ แต่ก็ยังมีปลากริมไข่เต่า 7-11 หรือปลากริมไข่เต่าเยาวราชสำหรับคนกำลังหาซื้อ แต่ถ้ามีเวลาทำก็ลองสูตรนี้ได้เลย รสชาติหวานมันเค็มกำลังพอดี วิธีทำละเอียดและทำง่ายมาก ๆ

วัตถุดิบในการทำ ปลากริมไข่เต่า

ตัวแป้งปลากริมไข่เตา ตัวขาวและตัวแดง

  1. แป้งข้าวเจ้า  250 กรัม
  2. แป้งมัน   250 กรัม
  3. น้ำ  1 ถ้วย
  4. หัวกะทิ 2   1/2 ถ้วย
  5. เกลือ   1/4 ช้อนชา

น้ำลอยปลากริม (สีน้ำตาลแดง)

  1. น้ำตาลทรายขาว   250 กรัม
  2. น้ำตาลมะพร้าว   1 กิโลกรัม
  3. น้ำ   2 ถ้วย
  4. ใบเตย (มัดไว้ลอยแต่งกลิ่น)   1-2 มัด

น้ำลอยไข่เต่า (สีขาว)

  1. หางกะทิ 2   1/2 ถ้วย
  2. เกลือ   1/4 ช้อนชา

วิธีทำปลากริมไข่เต่า

  1. น้ำลอยปลากริม (รสหวาน)  กระทะทองใส่น้ำตาลทราย ตั้งไฟอ่อนผัดให้เป็นสีเหลืองเข้ม (คาราเมล) ค่อย ๆ เติมน้ำ 2  ถ้วย เพื่อคลายน้ำตาลที่ร้อน จากนั้นน้ำตาลปีบ/มะพร้าว ใช้ไฟกลาง คนให้ละลายเข้ากันใส่ใบเตยมัดไว้ รอให้เดือดแล้วปิดไฟ
  2.  น้ำลอยไข่เต่า (รสเค็ม) หางกะทิใส่หม้อตั้งไฟแรง ใส่เกลือ คนให้ละลายเข้ากันจนเดือด ปิดไฟพักไว้
  3. ตัวแป้งปลากริมไข่เตา แป้งข้าวเจ้า (ตักแบ่งออกไว้ทำแป้งนวล 3/4 ถ้วย) ใส่น้ำ 1 ถ้วย ผสมกันในหม้อละลายให้แป้งข้น ตักแป้งแล้วเทดูให้หนืด ๆ ตั้งไฟให้ร้อนประมาณ 1 นาที คนตลอดเวลากันแป้งติดก้นหม้อ พอสุก ๆ ดิบ ๆ ยกลงพักไว้ให้พออุ่น
  4. แป้งมัน (ตักแบ่งออกไว้ทำแป้งนวล 3/4 ถ้วย) ไปผสมกับแป้งข้าวเจ้าในข้อ 3 ใส่หัวกะทิ 1/2 ถ้วยนวดจนนุ่มมือ นวดประมาณ 30 นาที ใส่หัวกะทิ 1 ถ้วย เพื่อให้แป้งนุ่มและหอม ใส่เกลือ คนให้ละลาย ตั้งไฟให้พอเดือดแล้วยกลง กวนพอสุก ๆ  ดิบ ๆ แบ่งเป็น 2 ส่วนสำหรับทำตัวแดงและตัวขาว
  5. ตัวแดงหรือปลากริม (รสหวาน) นวดแป้งมันในข้อ 4 กับน้ำเปล่า 1/2 ถ้วย ให้เข้ากันประมาณ 30 นาที เพื่อทำให้แป้งนิ่มและมีความเหนียว แต่ไม่เหลวหรือแข็งจนเกินไป นำไปต้มโดยกดผ่านพิมพ์ เมื่อสุก ใช้กระชอนตักสะเด็ดน้ำไปลอยในน้ำตาลในข้อ 1 รอให้ตัวแป้งดูดน้ำจนอิ่มตัว จะเป็นตัวชูให้ขนมหวาน
  6. ตัวขาวหรือไข่เต่า (รสเค็ม) นำแป้งในข้อ 4 นวดกับหัวกะทิ 1/2 ถ้วย ให้เข้ากันประมาณ 30 นาที เพื่อทำให้แป้งนิ่มและมีความเหนียว นำไปต้มโดยกดผ่านพิมพ์ เมื่อสุก ใช้กระชอนตักสะเด็ดน้ำ ใส่ลงไปลอยในน้ำกะทิในข้อ 2 รอให้ตัวแป้งดูดน้ำกะทิจนอิ่มตัว แป้งจะมีรสเค็มสีขาว
  7. วิธีตักขนมหวานปลากริมไข่เต่า ตักตัวแดงก่อน 1/2 ทัพพี ตัวขาว 1 1/2 ทัพพี ตักตัวขาวมากกว่าเพราะตัวแดงมีรสหวานจัด ตัวขาวมีรสเค็มและมัน เวลารับประทานต้องผสมกันจึงจะหวานมันเค็มพอดี

สำหรับการต้มแป้งปลากริมไข่เต่า ควรจะใช้น้ำเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนถึงกลาง แล้วใช้แป้นพิมพ์วางบนปาก นำแป้งไปกดบนพิมพ์ ให้ออกเป็นเส้นไหลลงหม้อน้ำร้อน เมื่อแป้งสุดจะลอยขึ้นมา ก็จะได้ส่วนผสมของขนมหวานง่าย ๆ จะทำกินเอง หรือจะทำขายก็ได้ ไม่ยากอย่างที่คิด